ประเภทการลงทุนในอสังหา
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับเงินทุน, ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้, และเป้าหมายของนักลงทุน ซึ่งสามารถแบ่งประเภทหลักๆ ได้ดังนี้
1. การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า (Rental Property)
เป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดมิเนียม บ้านพักอาศัย หรืออาคารพาณิชย์ แล้วปล่อยให้เช่าเพื่อสร้างรายได้ประจำ (Cash Flow) ข้อดีคือมีรายได้สม่ำเสมอและมีโอกาสที่มูลค่าทรัพย์สินจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว ส่วนข้อเสียคือต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงและจัดการผู้เช่า
2. การซื้อมาขายไป (Flipping)
เป็นการลงทุนระยะสั้นที่มุ่งเน้นการสร้างกำไรจากการซื้อทรัพย์สินที่ราคาต่ำกว่าตลาด (เช่น ทรัพย์สินที่ต้องการการปรับปรุง) แล้วทำการปรับปรุง ซ่อมแซมให้มีมูลค่าสูงขึ้น จากนั้นจึงนำไปขายต่ออย่างรวดเร็วเพื่อทำกำไร เป็นการลงทุนที่มีโอกาสได้กำไรสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกันหากไม่สามารถขายได้ตามเป้าหมาย
3. การลงทุนในที่ดินเปล่า (Vacant Land)
เป็นการลงทุนระยะยาวที่เน้นการทำกำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) เมื่อเวลาผ่านไปมูลค่าที่ดินจะเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของพื้นที่ ข้อดีคือมีค่าใช้จ่ายในการดูแลต่ำ แต่ข้อเสียคือไม่มีรายได้ประจำเข้ามา และเงินทุนจะจมอยู่กับที่ดินเป็นเวลานาน
4. การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (Commercial Property)
เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้จากการทำธุรกิจ เช่น อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โกดัง คลังสินค้า หรือโรงแรม มักให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัย แต่ก็ใช้เงินลงทุนสูงและมีความเสี่ยงมากกว่า
5. การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REITs)
เป็นการลงทุนทางอ้อมที่ไม่จำเป็นต้องซื้อทรัพย์สินด้วยตนเอง แต่เป็นการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนที่เข้าไปถือครองและบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ (เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม) แล้วนำกำไรมาแบ่งปันให้กับผู้ถือหน่วย เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีเงินทุนไม่มากและต้องการกระจายความเสี่ยง
6. การลงทุนในหุ้นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
เป็นการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เช่น แสนสิริ, พฤกษา, ศุภาลัย เป็นการลงทุนที่มีสภาพคล่องสูง ซื้อขายได้ง่าย และสามารถรับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลได้